8 เหตุผลที่เวียดนามเป็นประเทศ “น่าลงทุน”

17invpro-vietnam

ผมและทีมงาน CIMB Principal ได้มีโอกาสไป visit บริษัทต่างๆ ในเวียดนามช่วงวันที่ 11-13 กันยายน ที่ผ่านมา ได้เรียนรู้ว่าเวียดนามเป็นประเทศที่ “น่าลงทุน” มาก ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

1. เศรษฐกิจโตเร็ว – หลังจากเวียดนามเจอฟองสบู่ในประเทศแตกเมื่อปี 2008 – 2012 เศรษฐกิจเวียดนามก็ฟื้นอย่างรวดเร็ว GDP Growth สูงถึง 6.7% ในปี 2015 และคาดว่าจะโต 7% ในปี 2016 เป็นตัวเลขการเติบโตสูงที่สุดใน ASEAN โดยมีเครื่องยนต์หลักหลายตัว ทั้งการบริโภคในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และที่มาแรงที่สุด คือ การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment = FDI) ที่หลั่งไหลเข้าเวียดนาม ส่วนหนึ่งเป็นการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนและไทยซึ่งค่าแรงแพงกว่า 2 เท่า อีกส่วนหนึ่งคือบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลี ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ มาสร้างฐานการผลิตในเวียดนามเพราะชอบที่มีชายแดนติดกับจีน (แหล่งนำเข้าวัตถุดิบ) และใกล้ท่าเรือน้ำลึก (ส่งออกสินค้าไป US/EU/Japan) เรื่อง FDI นี่เห็นข้อมูลแล้วก็สะท้อนใจมาก ที่ไทยเราไม่มี FDI เข้ามาติดกัน 2-3 ปี ทั้งๆที่เราเคยเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิค ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าบริษัทเกาหลีอย่าง Samsung และ LG แม้กระทั่งรถจักรยานยนต์ Vespa ก็ไปสร้างฐานการผลิตในเวียดนาม

2. ประชากรอายุน้อย – ในขณะที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เวียดนามกลับเป็นประเทศที่มีประชากรอายุน้อย โดยสัดส่วนประชากรเกินครึ่งมีอายุน้อยกว่า 29 ปี เมื่อเด็กหนุ่มสาวเหล่านี้เรียนจบและเริ่มทำงาน จะกลายเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ค่อยๆ พัฒนาเป็นชนชั้นกลางซึ่งมีกำลังซื้อมหาศาล มีการย้ายเข้าเมืองและเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต ธุรกิจที่จะเติบโตดี ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ (ซื้อคอนโด/เช่าอพาร์ทเม้นท์) เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์/รถจักรยานยนต์ ธนาคาร (กู้เงินซื้อบ้าน/รถ) เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ ห้างสรรพสินค้า/ร้านสะดวกซื้อ (วิถีคนเมือง)

3. โอกาสเติบโตอีกมาก – เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศเกิดใหม่ หลายสิ่งหลายอย่างจึงเพิ่งจะเริ่มต้น ซึ่งเมื่อมองเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาไปไกลกว่า อย่างไทยหรือมาเลเซีย จะพบว่ามี “โอกาส” รออยู่อีกมาก เช่น คนเวียดนามเพียง 1 ใน 3 ที่มีบัญชีธนาคาร แปลว่า ธุรกิจธนาคารยังโตได้อีกมาก หรือในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ มีเพียง 55% ที่ใช้ Smart Phone แปลว่า เมื่อคนเวียดนามมีรายได้มากขึ้น ก็จะทยอย upgrade เป็น Smart Phone มากขึ้น

Vietcombank ธนาคารของรัฐที่บริหารได้ดีที่สุด
Vietcombank ธนาคารของรัฐที่บริหารได้ดีที่สุด

4. ส่งออกรุ่ง – นึกถึงประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน เราเคยโตเร็วจนเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียก็เพราะการส่งออก ปัจจุบันเวียดนามกำลังเป็นแบบนั้น และไป “แรง” กว่าด้วย โดยเวียดนามโชคดีที่บรรดา FDI ที่มาตั้งฐานการผลิต ใช้วิธีนำเข้าวัตถุดิบจากจีน นำมาผลิตแล้วส่งไปขายสหรัฐฯและยุโรป เมื่อเศรษฐกิจจีนชลอตัว เวียดนามจึงไม่เดือดร้อน (ต่างจากหลายประเทศในเอเชียที่เดือดร้อนเพราะพึ่งพาการส่งออกไปจีน) และในกลุ่มที่ลงนาม Transpacific Partnership (TPP) เวียดนามจะเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะมีรายได้ต่อหัวประชากรน้อยที่สุดและพึ่งพาการส่งออกมากที่สุด

5. Remittance – สิ่งที่เหมือนกันระหว่างเวียดนามกับฟิลิปปินส์ คือ มีคนไปทำงานที่ต่างประเทศแล้วส่งเงินกลับบ้าน ที่เรียกว่า Remittance เงินที่ไหลเข้าประเทศก็ถูกนำไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อบ้านซื้อรถ เป็นเหตุให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ บูมมาก สิ่งที่ต่างกันระหว่าง 2 ประเทศคือ คนฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน รายได้ที่ส่งกลับบ้านต่อคนจึงไม่มาก แต่คนเวียดนามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อพยพลี้ภัยสงครามไปตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ทุกวันนี้ก็ก่อร่างสร้างตัวเป็นนักธุรกิจ รายได้ต่อหัวที่ส่งกลับบ้านจึงสูงกว่ามาก

6. ระบบการศึกษาดี – ว่ากันว่า วัฒนธรรมเวียดนามคล้ายจีนและสิงคโปร์ คือ ให้คุณค่ากับการเรียนและการทำงานหนัก โรงเรียนประถมและมัธยมในเวียดนามคุณภาพสูงมาก การจัดอันดับคะแนน PISA ซึ่งวัดผลคะแนนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เรียงลำดับดังนี้ 1. Singapore 2. Hong Kong, 3. South Korea, 4. Japan & Taiwan (คะแนนเท่ากัน) อันดับถัดๆ มาเป็นประเทศในยุโรป เวียดนามมาเป็นอันดับ 12 .. ส่วนประเทศไทย อันดับ 47 ครับ … อย่างไรก็ดี การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยยังมีคุณภาพไม่สูงมาก คือ มหาวิทยาลัยดีๆ มีน้อย คนเวียดนามจำนวนมากจึงนิยมส่งลูกหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ

7. เก็บเงินเก่งและเป็นหนี้น้อย – เรื่องเก็บเงินเก่งนี่เป็นวัฒนธรรมเอเชีย อัตราการออมเงินภาคครัวเรือนของเวียดนามสูงกว่า 30% พอๆ กับประเทศไทย แต่ในขณะที่รัฐบาลไทยหลายยุคสมัยใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเน้นให้กู้เงินซื้อบ้านซื้อรถ จนระดับหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงกว่า 80% ของ GDP คนเวียดนามยังติดนิสัยใช้เงินสด แม้กระทั่งของชิ้นใหญ่อย่างบ้านและรถก็ซื้อเงินสด ทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนยังอยู่แค่ 20% ของ GDP อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่าคนเวียดนามเริ่มหันมากู้เงินซื้อบ้านซื้อรถมากขึ้น ยอดขายบ้านและรถพุ่งแรงโดยไม่ต้องอาศัยมาตรการของรัฐ ในมุมหนึ่งก็คงทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็แสดงว่า เศรษฐกิจจะโตได้อีกมากจากการบริโภคในประเทศ

Vinamilk หุ้นที่มี market cap ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

8. เรียนรู้และปรับตัวเร็ว – เท่าที่ได้สัมผัสกับเจ้าของธุรกิจ ผมสังเกตว่า คนเวียดนามเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และปรับตัวได้เร็วมาก เจ้าของ Mobile World เล่าให้ฟังว่า นอกจากยอดขายมือถือหน้าร้านจะเติบโตดีสุดๆ แล้ว ยอดขายผ่านช่องทาง e-commerce ก็โตเร็วมาก ปัจจุบันบริษัทขายมือถือ online ได้มากกว่าปีละ 5,000 ล้านบาท (ผมเดาว่าตัวเลขนี้สูงกว่าประเทศไทย) และ Mobile World รับประกันส่งสินค้าถึงบ้านภายใน 30 นาที ผมสังเกตด้วยว่า เจ้าของธุรกิจหลายคนที่ได้คุยด้วย ทั้ง Vinamilk, PNJ และ Mobile World ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่อาศัยเดินทางไปดูแบบจากต่างประเทศ เลือกอันที่ดีมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตและนิสัยใจคอของคนเวียดนาม

ปล. ผมตั้งใจให้มี 8 ข้อ เพราะคนเวียดนามเชื่อว่า เลข 8 เป็นเลขมงคล มีความหมายว่า ความเจริญรุ่งเรือง ครับ ไหนๆ ก็ใช้เลข 8 ขอต่อด้วยหุ้น 8 ตัวที่ผมและทีมงาน CIMB Principal ไป visit มาครับ

เล่าเรื่องหุ้นเวียดนาม (1) 

เล่าเรื่องหุ้นเวียดนาม (2)

ขอแถมอีกนิดในแง่ประเด็นความเสี่ยงและข้อควรระวัง เพื่อให้ครบถ้วนครับ

1. หนี้ภาครัฐสูง – แม้ในฝั่งครัวเรือนจะมีหนี้น้อย แต่ภาครัฐของเวียดนามมีหนี้สูงประมาณ 60% ของ GDP (ของไทยประมาณ 40%) เป็นความเสี่ยงหนึ่งที่ต้องจับตามองครับ

2. การลงทุนในตลาดหุ้นยังมีข้อจำกัด – แม้ตลาดหุ้นเวียดนามจะคึกคักและมีบริษัทน่าสนใจลงทุนเยอะมาก แต่ก็ต้องทำใจว่ามีข้อจำกัดเยอะ เช่น
– หุ้นหลายตัวมีโควต้าของนักลงทุนต่างชาติ หุ้นดีๆ หลายตัวจึงมีต่างชาติซื้อลงทุนจนเต็มโควต้าแล้ว
– หุ้นส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก เทียบง่ายๆ ว่าเหมือนลงทุนตลาด MAI
– 80% ของปริมาณการซื้อขายเป็นรายย่อย ซึ่งชอบเล่นสั้นมากแบบ day trade และชอบเล่นหุ้นตามข่าว ทำให้ราคาหุ้นมีความผันผวนมาก
– การเข้าถึงข้อมูลยังจำกัด มีเพียงไม่กี่บริษัทที่มีรายงานประจำปีเป็นภาษาอังกฤษ มีน้อยรายที่เผยแพร่ในเวปไซด์
– ต้องทำใจว่า ข้อมูลที่ปรากฎในงบการเงินอาจจะยังไม่น่าเชื่อถือ 100%

ตลาดหลักทรัพย์ฮานอย
ตลาดหลักทรัพย์ฮานอย

ถ้ามองแบบยุติธรรม ข้อจำกัดการลงทุนต่างๆ ในเวียดนามก็ไม่ต่างอะไรกับตลาดหุ้นไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ทีมงาน CIMB Principal ที่ดูหุ้นเวียดนามมาก่อนผมยังบอกว่า ที่เราเห็นวันนี้พัฒนาขึ้นเยอะแล้ว ผมจึงเชื่อว่า อีกไม่กี่ปี ข้อจำกัดเหล่านี้จะค่อยๆ หมดไป การเข้าลงทุนในช่วงนี้อาจจะต้องเสี่ยงหน่อย ซึ่งเป็นธรรมชาติของการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ครับ

โดย วิน พรหมแพทย์, CFA
Chief Investment Officer (CIO)
CIMB-Principal Asset Management Co. Ltd.
http://www.cimb-principal.co.th

*** คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน ***

Win Phromphaet’s comments, opinions and analyses are his personal views and are intended to be for informational purposes and general interest only and should not be construed as individual investment advice or a recommendation or solicitation to buy, sell or hold any security or to adopt any investment strategy. It does not constitute legal or tax advice. The information provided in this material is rendered as at publication date and may change without notice and it is not intended as a complete analysis of every material fact regarding any country, region, market or investment. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the viewer. Please consult your own professional adviser before investing.

Advertisements

มารู้จัก Helicopter Money กันเถอะ

16InvPro HelicopterMoney

เคยได้ยินคำว่า Helicopter Money ไหมครับ?

Helicopter Money เป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลก Milton Friedman เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน โดยเสนอให้ธนาคารกลาง “พิมพ์เงินแจกให้ถึงมือประชาชนโดยตรง” โดยไม่ต้องผ่านกลไกดอกเบี้ยหรือใช้นโยบายการเงินให้วุ่นวาย เมื่อเงินถึงมือประชาชน ก็เชื่อว่าจะเกิดการจับจ่ายใช้สอย และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

16InvPro MiltonFriedman

Friedman เสนอแนวคิดนี้ไว้ในงานวิจัยชื่อว่า The Optimum Quantity of Money โดยเขียนอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ดังนี้

“สมมติว่าวันหนึ่ง มีเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือชุมชนแล้วโปรยธนบัตรที่มีมูลค่ารวมกัน $1,000 ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีชาวบ้านรีบวิ่งไปเก็บ และสมมติทุกคนเชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว”

helicopter money

เหตุที่คนพูดถึง Helicopter Money กันมากขึ้น เพราะเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูขึ้นเรื่อยๆ ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่บรรดารัฐบาลและธนาคารกลางต่างๆทั่วโลกนำมาใช้นั้น “ผิดทาง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำ Quantitative Easing (QE) หรือการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นต้นทุนการกู้ยืมเงินถูกลง และมุ่งหวังให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้บริษัทเอกชนมากขึ้น แต่ในยุคที่เศรษฐกิจฝึดเคือง ธุรกิจเอกชนมีกำลังการผลิตส่วนเกินและมีกระแสเงินสดเหลือเยอะ ในขณะที่ครัวเรือนมีหนี้สินอยู่ล้นพ้นตัว ไม่ว่าจะลดดอกเบี้ยให้ต่ำอย่างไรก็ไม่เกิดการกู้ยืมเงิน เราจึงอยู่ในภาวะ “ดอกเบี้ยต่ำแต่เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้นสักที” มาหลายปีแล้ว

ที่เห็นชัดคือ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำมาหลายปี แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้ตัวเลขการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์มีแต่จะลดลง แม้ ECB ได้ดำเนินนโยบาย TLTRO (ย่อมาจาก Targeted Long-term Refinancing Operations) เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้มากขึ้น แต่ผลออกมาก็แค่เห็นตัวเลขการปล่อยกู้ที่ลดลงมาตลอดเริ่มจะ “นิ่ง” เท่านั้น ล่าสุดประกาศ TLTRO II เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา คราวนี้มาพร้อม “ดอกเบี้ยติดลบ” แปลว่า ธนาคารกลางปล่อยกู้พร้อมแถมเงินให้ด้วย!! แต่ก็ดูจะยังไม่เป็นผล

ของไทยเราก็เช่นกัน การที่แบงค์ชาติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายหลายรอบจนอยู่ในระดับ 1.50% ในปัจจุบันก็อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไหร่ ด้วยภาคครัวเรือนมีหนี้สินในอัตราสูงกว่า 80% ของ GDP ครัวเรือนจึงไม่มีกำลังที่จะกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านหรือซื้อรถซึ่งจะทำให้เกิดการบริโภค เมื่อเจาะลึกไปจะพบว่า คนไทยส่วนใหญ่เป็นหนี้เช่าซื้อรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้นอกระบบ ซึ่งบรรดาหนี้เหล่านี้มีดอกเบี้ย fix ไว้ตั้งแต่ทำสัญญา การลดดอกเบี้ยจึงไม่ได้ช่วยลดภาระการผ่อนชำระหนี้

16InvPro LowRates

แนวคิด Helicopter Money ของ Friedman ก็คือ แทนที่จะมาทุ่มเทกับการลดดอกเบี้ยและกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยกู้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ผล ธนาคารกลางควรร่วมมือกับรัฐบาล (อาจต้องใช้นโยบายการคลังช่วย) ในการพิมพ์เงินแจกให้ถึงมือประชาชนเสียเลย เมื่อมีเงินในมือ ประชาชนก็จะนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้หนี้ หรือนำไปซื้อสินค้าและบริการ ก่อให้เกิดการบริโภคและน่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่า

แน่นอนว่ามีหลายฝ่ายคัดค้านแนวคิดนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์ห่วงว่า การพิมพ์เงินแจกอาจทำให้เกิด “เงินเฟ้อ” แต่ฝ่ายสนับสนุนแย้งว่า โลกเราอยู่ในภาวะ “เงินฝืด” มานานหลายปี ราคาน้ำมันก็ต่ำ การพิมพ์เงินแจกคงไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อมากนัก ที่จริงเรากลับต้องการ “เงินเฟ้อ” ด้วยซ้ำ เพราะราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มบ้างจะช่วยให้ธุรกิจเอกชนมีรายได้เพิ่ม ก่อให้เกิดการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

ฝ่ายค้านอีกส่วนหนึ่งห่วงว่า Helicopter Money เป็นเพียงแนวคิดทางทฤษฎี ไม่มีใครรู้ว่า ในทางปฏิบัติจะได้ผลจริงแค่ไหน ในเรื่องนี้ ฝ่ายสนับสนุนก็ออกมาบอกว่า บรรดามาตรการที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ทั้ง Quantitative Easing หรือ TLTRO รวมทั้งการใช้ดอกเบี้ยติดลบ ก็ไม่เคยมีในตำราเศรษฐศาสตร์เล่มไหนเลย ธนาคารกลางก็ทำแบบลองผิดลองถูกมาตลอด มาลอง Helicopter Money อีกสักอย่างจะเป็นไรไป

เราคงต้องมาติดตามกันต่อไปว่า จะมีรัฐบาลหรือธนาคารกลางประเทศไหนแหวกแนวจากที่เคยใช้ QE หรือ ปรับลดดอกเบี้ยแบบเดิมๆ มาลองทำนโยบายใหม่ๆ แบบ “พิมพ์เงินแจก” ดูบ้างนะครับ

โดย วิน พรหมแพทย์, CFA
Chief Investment Officer (CIO)
CIMB-Principal Asset Management Co. Ltd.
http://www.cimb-principal.co.th

*** คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน ***

Win Phromphaet’s comments, opinions and analyses are his personal views and are intended to be for informational purposes and general interest only and should not be construed as individual investment advice or a recommendation or solicitation to buy, sell or hold any security or to adopt any investment strategy. It does not constitute legal or tax advice. The information provided in this material is rendered as at publication date and may change without notice and it is not intended as a complete analysis of every material fact regarding any country, region, market or investment. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the viewer. Please consult your own professional adviser before investing.

Global Silver Age: Update ธีมลงทุนที่เป็นมากกว่า Healthcare

GSA Banner Update

เมื่อ 6 เดือนก่อน ผมได้นำธีมลงทุน Global Silver Age มาแนะนำให้รู้จักแล้ว วันนี้เรามา update ข้อมูลกันครับ

เราทราบกันดีว่าสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเร็วมากทั่วโลก นับเป็น Demographic Megatrend ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รอบตัวเราต่อไปอีกหลายสิบปี โดยผู้สูงอายุมีอัตราการเพิ่มสูงมากเป็นพิเศษในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชียและลาตินอเมริกา สำหรับเอเชีย สัดส่วนประชากรอายุ 60+ จะเพิ่มจาก 12% เป็น 25% ในปี 2050 คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 114%

ในอดีตเราเคยคิดว่า ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วคือคนที่จะกลายเป็นภาระให้ลูกหลานดูแล หรือไม่ก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา แต่ในปัจจุบันเราจะพบว่า คนที่อายุ 50+ ซึ่งอยู่ในวัยใกล้เกษียณ หรือ 60+ ที่เพิ่งเกษียณหมาดๆ หลายคนยังแข็งแรงกระฉับกระเฉง หลายคนยังทำงานแบบเต็มเวลาได้

มีการสำรวจในสหรัฐอเมริกา พบว่า อายุเฉลี่ยของผู้สูงอายุที่ย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเดิม 60 ปลาย เป็นมากกว่า 80 ในปัจจุบัน แปลว่า คนที่อายุ 60-70 ยังแข็งแรงและดูแลตัวเองได้ และธุรกิจที่กำลังฮิตมากในสหรัฐฯ คือ การให้บริการฉุกเฉินสำหรับผู้สูงอายุแบบ 24 ชั่วโมง เพราะคนที่เกษียณแล้วส่วนใหญ่ยังอยากอยู่บ้านตัวเอง แต่ก็อยากอยู่ใกล้หมอเพื่อให้อุ่นใจ หากเจ็บป่วยขึ้นมา สามารถโทรเรียกแพทย์ พยาบาล หรือรถพยาบาล ได้

ActiveLifestyle-2

เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงเรื่องความมั่งคั่งของ Baby Boomers ก็จะพบว่า พี่ๆ ที่กำลังทยอยเกษียณจะกลายเป็น “ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมหาศาล” พร้อมที่จะ spend เพื่อซื้อบ้านหลังใหม่หรือรถคันใหม่. ทำกิจกรรม outdoor, ท่องเที่ยว, ผลิตภัณฑ์ skincare และ Anti-aging ฯลฯ

Global Silver Age ต่างจาก Healthcare อย่างไร

เวลาที่เราลงทุนในกองทุน Healthcare เรากำลังลงทุนใน “Sector Fund” ซึ่งเลือกลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับการแพทย์เท่านั้นครับ โดยกลุ่ม Healthcare มี sector ย่อยๆ ประกอบด้วย

  1. Pharmaceuticals – บริษัทยา
  2. Medical Equipment – เครื่องมือแพทย์
  3. Healthcare Services – โรงพยาบาลและคลินิก
  4. Biotech Companies – ค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีทางการแพทย์

ในปี 2015 ที่ผ่านมา กองทุน Healthcare ได้รับความนิยมสูงมากในประเทศไทย มีเงินลงทุนรวมกันมากกว่า 30,000 ล้านบาท และก็เป็นกองทุนที่ outperform ตลาดหุ้นโลกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่หลังจากเกิดแรงเทขายหุ้นโลก ที่เรียกว่า Global selloff ในช่วงเดือนกันยายน ประกอบกับการแถลงนโยบายของฮิลลารี คลินตัน ที่กล่าวว่า หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเข้าไปจัดการกับบริษัทในกลุ่ม Biotech ที่ปรับขึ้นราคายาสูงมากเกินไปและเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค กองทุน Healthcare ที่เน้นลงทุนกลุ่ม Biotech จึงมีราคาลงแรง โดยผลตอบแทน 6 เดือนย้อนหลัง ถึงสิ้นเดือน ก.พ. 2016 กองทุน Healthcare ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนติดลบ 10-20%

ส่วน Global Silver Age เป็น “Long Term Investment Theme” คือ เป็นธีมลงทุนระยะยาว ที่จับประเด็น Demographic Megatrend เรื่อง Baby Boomers ที่กำลังทยอยเกษียณในอีก 10-20 ปีข้างหน้า และมีแนวทางการลงทุนที่กว้างกว่า Healthcare โดยในกองทุน Global Silver Age มีการลงทุนใน Healthcare อยู่ด้วยเหมือนกัน แต่เน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองจำพวก Anti-aging, กลุ่ม Medical Equipment และ Healthcare Services ที่มีกระแสเงินสดดี ซื้อขายด้วย P/E 15-20 เท่า และไม่มีการลงทุนในกลุ่ม Biotech จึงมีความผันผวนต่ำกว่ากองทุน Healthcare โดยผลตอบแทนกองทุน CIMB-Principal Global Silver Age (GSA) นับแต่จัดตั้งกองทุนถึงปัจจุบัน (ประมาณ 5 เดือน) ให้ผลตอบแทนติดลบประมาณ 3%

ในระยะยาว การลงทุนภายใต้แนวคิด Demographic Megatrend ที่ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มมากขึ้น จะยังคง outperform ตลาดหุ้นโลก เพียงแต่การลงทุนในกองทุน Healthcare ซึ่งเป็น Sector Fund ที่มีหุ้นกลุ่ม Biotech เป็นส่วนประกอบ จะมีความผันผวนสูง แต่การลงทุนในธีม Global Silver Age ซึ่งลงทุนได้หลากหลายกว่า และหลีกเลี่ยงกลุ่ม Biotech จะมีความผันผวนต่ำกว่า เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวและไม่อยากกังวลกับความผันผวนในระยะสั้นมากเกินไป

CIMB-Principal Global Silver Age ลงทุนในหุ้น 8 กลุ่ม ดังนี้

  • Well-Being– การลดริ้วรอย (Botox, Filler) ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์เน้น Anti-aging (L’Oreal, Estee Lauder, Shiseido, AmorePacific เจ้าของแบรนด์ Etude), ผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่
  • Medical Equipment– ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ เครื่องวัดความดัน เครื่องช่วยฟัง ฯลฯ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสายตา (หนึ่งในหุ้น top5 คือ Edward Lifesciences เจ้าของเทคโนโลยีการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมโดยไม่ต้องผ่าตัดบายพาส)
  • Pharmaceuticals– ผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์เน้นโรคที่เกิดกับผู้สูงอายุ อาทิ หัวใจ, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, มะเร็ง (Roche, Novartis, Pfizer)
  • Leisure– บริษัททัวร์หรือเรือสำราญ (Carnival, TUI, MINT) สถานบันเทิงแบบกาสิโน เพราะสังเกตว่า คุณลุงคุณป้าชอบเล่น slot machine
  • Asset Gatherers– สถาบันการเงินที่ให้คำปรึกษาการวางแผนทางการเงินหลังเกษียณ อาทิ บริษัทจัดการกองทุน ประกันชีวิต และ Private Wealth (BlackRock, AXA, ING, Credit Suisse)
  • Automobiles– บริษัทรถยนต์ที่ผลิตรถโดยคำนึงถึงกลุ่มผู้บริโภคผู้สูงอายุ (BMW, Ford, Toyota)
  • Security– ผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยและสัญญาณเตือนภัย (Securitas, SECOM)
  • Dependency– โรงพยาบาลและบริการทางการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ (HCA, Raffles Medical)

เป็นที่น่าสังเกตว่า การลงทุนโดยเลือกบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการบริโภคของกลุ่ม Global Silver Age เป็นแนวทางการลงทุนระยะยาว หรือ Very Long-term Investment Theme ที่น่าจะไปไกลกว่ากลุ่ม Baby Boomers เพราะเชื่อว่า เมื่อคนรุ่นเราที่เป็น Gen X เกษียณในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ก็คาดว่าจะมีแนวคิดการดูแลตัวเองและชอบ Active Lifestyle คล้ายๆ กัน

ตัวอย่างหุ้น: L’oreal (OR)

Loreal

ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ซึ่งพวกเราทุกคนต้องประหยัดและลดรายจ่าย มีการสำรวจพบว่า คุณผู้หญิงจะลดการทานข้าวนอกบ้าน ลดการท่องเที่ยว ลดการซื้อเสื้อผ้า แต่รายจ่ายสุดท้ายที่จะถูกปรับลด คือ เครื่องสำอางค์ … ^_^

L’oreal เป็นบริษัทฝรั่งเศส แต่ขายสินค้าทั่วโลก และมีแบรนด์เป็นของตัวเองมากมาย ครอบคลุมทุกระดับรายได้ และทุกกลุ่มอายุ โดยยอดขายที่โตเร็ว (และกำไรดี) มาจาก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้สูงอายุ หรือที่เรียกว่า Silver Age และกลุ่มคุณผู้ชายยุคใหม่ที่นิยมการดูแลตัวเอง ถ้าไปดูสถิติย้อนหลัง 30 ปี จะพบว่า มีบางปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ อาจจะชะลอบ้าง แต่โดยรวมแล้วยอดขายไม่เคยตกเลย

ตัวอย่างหุ้น: Edwards Lifesciences (EW)

EW Sapien

EW ก่อตั้งเมื่อ 58 ปีก่อน โดยคุณ Miles Edwards ซึ่งตอนเด็กๆ มีประวัติเคยป่วยด้วยโรคไข้รูมาติก มีผลให้กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เมื่อโตขึ้นเค้าได้เรียนด้านวิศวกรรมเครื่องกล จึงนำความรู้ที่เรียนมา บวกกับความใฝ่ฝันที่จะรักษาโรคที่ตัวเองเคยเป็นในวัยเด็ก คิดค้นลิ้นหัวใจเทียมได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก

แต่ลิ้นหัวใจเทียมที่คุณ Edwards คิดค้นเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นเทคโนโลยีเก่า ซึ่งต้องอาศัยการผ่าตัดแบบ Open Heart Surgery คือผ่าหน้าอกด้านหน้าและทำ bypass จึงเป็นการผ่าตัดที่มีความเสี่ยงสูง และคนไข้ต้องได้รับการพักฟื้นนาน

เมื่อ 7-8 ปีก่อน EW คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ มีชื่อทางการค้าว่า Sapien คล้ายการทำบอลลูน คือสอดท่อส่งลิ้นหัวใจเทียมไปตามเส้นเลือด เมื่อถึงจุดหมาย ลิ้นหัวใจเทียมก็จะขยายขนาดและทำหน้าที่แทนของเดิมได้ทันที วิธีการนี้ทำให้แผลผ่าตัดเล็กมาก ความเสี่ยงลดลงมาก (จากการไม่ต้องทำ bypass) และระยะเวลาพักฟื้นสั้นลงเยอะ

หลังจาก Sapien ซึ่งจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ได้รับการรับรองทั้งทางฝั่งยุโรปและอเมริกา EW ก็มีรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะ Sapien ชุดหนึ่งมีราคาไม่ต่ำกว่า $30,000 หรือ 1 ล้านบาท เฉพาะในสหรัฐฯก็มีคนไข้ที่ต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 คน ลองคิดว่า ทั่วโลกจะโตได้อีกมากแค่ไหน แล้วรายได้ของบริษัทก็ไม่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจด้วย ถ้าตัวเราหรือพ่อแม่ของเราเป็นโรคหัวใจ ยังไงก็ต้องรักษาครับ

โดย วิน พรหมแพทย์, CFA
Chief Investment Officer (CIO)
CIMB-Principal Asset Management Co. Ltd.
http://www.cimb-principal.co.th

*** คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน ***

Win Phromphaet’s comments, opinions and analyses are his personal views and are intended to be for informational purposes and general interest only and should not be construed as individual investment advice or a recommendation or solicitation to buy, sell or hold any security or to adopt any investment strategy. It does not constitute legal or tax advice. The information provided in this material is rendered as at publication date and may change without notice and it is not intended as a complete analysis of every material fact regarding any country, region, market or investment. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the viewer. Please consult your own professional adviser before investing.

Global Infrastructure: ทางเลือกลงทุนยามหุ้นผันผวน

 

GIF Banner

Warren Buffett กับรถไฟ Santa FE

เมื่อปี 2009 Berkshire Hathaway ของคุณปู่ Warren Buffett ประกาศซื้อกิจการ BNSF (เดิมชื่อ Burlington Northern Santa Fe Corporation) เจ้าของเส้นทางรถไฟ 52,000 กม. ที่เชื่อมฝั่งตะวันออกและตะวันตกของสหรัฐฯ เช่น เส้นทาง Los Angeles – Chicago โดยใช้เงินลงทุน 26.5 ล้านดอลล่าร์ ทำให้บริษัทมีมูลค่า Net Equity Value ประมาณ 34 ล้านดอลล่าร์ และ BNSF กลายเป็นบริษัทลูกที่ Berkshire ถือหุ้น 100%

Buffett

ตอนที่ตัดสินใจซื้อ Buffett ให้เหตุผลว่า การขนส่งโดยรถบรรทุกในสหรัฐฯ น่าจะใกล้อิ่มตัวในแง่การเติบโต เพราะไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้รถบรรทุกขนสินค้าได้มากขึ้น ในขณะที่การขนส่งทางรถไฟมีโอกาสโตได้อีกมากจากการขยาย Capacity เช่น การทำรางคู่ (Double Track) ซึ่งจะลดระยะเวลาการสับหลีกราง และการซ้อนตู้คอนเทนเนอร์ 2 ชั้น (Double Stack) ซึ่งจะทำให้ขนส่งสินค้าเพิ่ม 2 เท่าในทันที

DoubleStack

ในวันที่ลงทุน Buffett บ่นว่า “It’s not cheap” แต่มาถึงวันนี้ (ผ่านไป 6 ปี) BNSF มีกำไรเติบโตเร็วมาก จากภาวะเฟื่องฟูของการขนส่งน้ำมันและ e-Commerce Bloomberg มีรายงานว่า BNSF กลายเป็น “เครื่องปั๊มเงิน” จ่ายปันผลทุกไตรมาส ทำให้ปู่ Buffett ได้ “ถอนทุนคืน” เงินลงทุนในหุ้นตัวนี้หมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หากประเมินมูลค่าหุ้น BNSF โดยใช้ P/E 12x เท่ากับคู่แข่ง มูลค่าหุ้นของ BNSF ก็เพิ่มเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับวันที่ Buffett ลงทุน รายงานของ Bloomberg สรุปว่า Buffett ได้หุ้นนี้มาในราคาที่ถูกมาก แทบจะเรียกว่า “ขโมย” มาเลยทีเดียว

Infrastructure เป็นยังเติบโตทั่วโลก

เวลาคิดถึง Infrastructure คนส่วนใหญ่มักคิดถึงการก่อสร้างโครงการใหม่ๆในประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets) แต่ที่จริงแล้วการลงทุนใน Infrastructure เป็นที่ต้องการทั่วโลก แม้ในประเทศพัฒนาแล้วก็ยังมีความต้องการสร้างโครงการใหม่หรือขยายโครงการเก่า ดังตัวอย่างของรถไฟ BNSF ของปู่ Buffett ที่ต้องทำ Double Track และ Double Stack เพื่อรองรับการเติบโตของ eCommerce การขนส่ง Shale Oil และการค้าขายระหว่างประเทศ

มีการศึกษาของ S&P ที่ระบุว่า การลงทุนใน Infrastructure ทุก 1% ของ GDP ช่วยสร้างตัวคูณทางเศรษฐกิจ หรือ Multiplier Effect มากถึง 2-3 เท่าในหลายประเทศ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

เราลงทุนใน Infrastructure ได้โดยแบ่งเป็น 2 เฟส ดังนี้

  1. เฟสกำลังก่อสร้าง – ส่วนใหญ่พบได้ในประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets) ในเฟสกำลังก่อสร้างนี้ การลงทุนที่ได้ประโยชน์คือ หุ้นกลุ่มผู้รับเหมา และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง
  2. เฟสสร้างแล้วเสร็จ – ส่วนใหญ่พบได้ในประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) เป็นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่เป็น “เจ้าของ” โครงการ Infrastructure โดยควรเป็นโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

Global Infrastructure ทางเลือกใหม่การลงทุน

สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงของพอร์ตด้วยการโยกเงินลงทุนส่วนหนึ่งออกจากกองทุนหุ้นที่ผันผวนมากในช่วงนี้ แนะนำให้มองหากองทุน Infrastructure ที่ลงทุนในโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว เน้นรับรายได้ มูลค่าเงินลงทุนไม่ผันผวนเท่าหุ้น ซึ่งเป็นการลงทุนค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทย

เมื่อปลายปี 2015 ผมและทีมงานได้ค้นคว้าข้อมูลกองทุน Global Infrastructure ที่มีอยู่ประมาณ 20 กองทุนทั่วโลก ก็ไปพบกับกองทุนหนึ่งที่บริหารโดย Lazard ที่สะดุดตามากคือ เป็น “กองทุนเดียว ที่ผลตอบแทนปี 2015 เป็นบวก” ในขณะที่คู่แข่งอีกสิบกว่ากองทุนติดลบหมด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี 5 ปี Lazard ก็มาเป็นอันดับ 1 ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ทำได้ปีละ 15% ชนะดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI World Index) ที่ได้เฉลี่ยปีละ 10%

Lazard 5y Performance

เห็นผลงานชัดเจนขนาดนี้ ผมและทีมงานจึงไป “จีบ” Lazard ทันที เราเป็นบริษัทจัดการกองทุนไทยรายแรกที่ไป “จีบ” สำเร็จ และนี่จะเป็นครั้งแรกที่จะมีกองทุนของ Lazard ให้คนไทยได้เลือกลงทุน

เลือก Preferred Infrastructure เพื่อรอรับ ‘รายได้’ ที่มั่นคง

แม้เราจะเน้นลงทุนใน Infrastructure ที่สร้างเสร็จแล้วเพื่อรอรับรายได้ประจำในรูปเงินปันผล แต่โครงการที่สร้างเสร็จแล้วก็ยังมีความแตกต่างของระดับ ‘ความเสี่ยง’ ทั้งนี้ หากต้องการ ‘รายได้’ ที่มั่นคง โดยมี ‘การเติบโตของกำไร’ เป็นของแถม

ผลงานดีเด่นของ Lazard มาจากการเลือกลงทุนใน Preferred Infrastructure เท่านั้น ซึ่งมีลักษณะเฉพาะดังนี้

snam

  • เป็นโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น รถไฟใต้ดิน ทางด่วน ทางรถไฟ เสาโทรคมนาคม สนามบิน ท่อส่งก๊าซ (เพื่อทำความร้อนในอาคารและบ้านพักอาศัย) ฯลฯ
  • มีความต้องการใช้แน่นอน ไม่เพิ่มหรือลดตามภาวะเศรษฐกิจ ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า inelastic demand
  • มีลักษณะ monopoly คือ ไม่มีคู่แข่ง เช่น เป็นทางด่วนสายเดียวที่เชื่อมเมือง A ไป B หรือเป็นสนามบินแห่งเดียวของเมือง
  • มีรายได้ประจำที่ผูกมัดด้วยสัญญาแน่นหนา โดยเลือกลงทุนในประเทศที่มีกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจชัดเจน เมื่อมอบให้เอกชนไปลงทุนหรือดำเนินโครงการแล้วต้องไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อปรับเปลี่ยนสัญญาหรือปรับลดค่าบริการ ฯลฯ

กองทุน Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund จะคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็นของประเทศ เช่น ทางด่วน สนามบิน เสาโทรคมนาคม ท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จำนวน 25-30 บริษัทในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เน้นบริษัทที่ทำรายได้มั่นคง ประสิทธิภาพการทำกำไรสูงอย่างสม่ำเสมอและอายุสินทรัพย์ยาวนาน เน้นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและมีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงเชิงกฎระเบียบและนโยบายการเมืองต่ำทั้งสิ้น ได้แก่

  • CSX ผู้ให้บริการระบบขนส่งทางรถไฟความยาวกว่า 34,000 กม. แถบชายฝั่งตะวันออก (East Coast) ของสหรัฐฯ หุ้นตัวนี้เป็นกิจการที่กระแสเงินสดดีและรายได้โตเร็วมาก จากการทำ Double Track และ Double Stack การเติบโตของ eCommerce การขนส่ง Shale Oil และการค้าขายระหว่างประเทศ กองทุนของ Lazard ซื้อหุ้นตัวนี้พร้อมๆ กับที่ Buffett ซื้อหุ้นรถไฟ Santa Fe
  • SES ผู้ให้บริการสัญญาณดาวเทียม 55 ดวง ครอบคลุมพื้นที่ 99% ของประชากรโลก รายได้โตเร็วจากความต้องการใช้ Data ที่เกิดจากความนิยมของ HDTV ที่โตมากกว่าปีละ 18%
  • Atlantia ผู้ให้บริการระบบทางด่วนความยาวกว่า 5,000 กม. ในอิตาลี บราซิล ชิลี และอินเดีย รวมทั้งสนามบิน 2 แห่งในกรุงโรม รองรับผู้โดยสารปีละ 44 ล้านคน โดยอยู่ระหว่างการขยาย Terminal และ Runway เพื่อรองรับผู้ไดยสารเพิ่มเป็นปีละ 100 ล้านคน

AtlantiaTollWay
บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เปิดตัว กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ (CIMB-PRINCIPAL GIF) มูลค่ากองทุน 3,000 ล้านบาท เปิดเสนอขายในระหว่างวันที่ 1-5 กุมภาพันธ์ 2559 เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารโดย Lazard Asset Management

สำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถขอหนังสือชี้ชวนได้ที่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ทุกสาขา ทั่วประเทศ และผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล 0 2686 9595 http://www.cimb-principal.co.th

โดย วิน พรหมแพทย์, CFA
Chief Investment Officer (CIO)
CIMB-Principal Asset Management Co. Ltd.
http://www.cimb-principal.co.th

*** คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน ***

Win Phromphaet’s comments, opinions and analyses are his personal views and are intended to be for informational purposes and general interest only and should not be construed as individual investment advice or a recommendation or solicitation to buy, sell or hold any security or to adopt any investment strategy. It does not constitute legal or tax advice. The information provided in this material is rendered as at publication date and may change without notice and it is not intended as a complete analysis of every material fact regarding any country, region, market or investment. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the viewer. Please consult your own professional adviser before investing.

Big Correction or Bear Market?

15InvPro Bear

คำถามที่ฮิตมาก คือ ตลาดหุ้นโลกปั่นป่วนรอบนี้ เป็นแค่การปรับตัวลงระยะสั้น หรือ เข้าสู่ตลาดหมีแล้ว

ย้อนกลับไปในอดีต ตลาดหุ้นโลกมีช่วงหมี หรือ Bear Market หนักๆ อยู่ 3 รอบ คือ
– วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 1997-1998
– Dot Com Bubble ปี 2000 – 2001
– Subprime & Hamburger Crisis ปี 2008

จะสังเกตว่า ทั้ง 3 รอบ ล้วนผูกกับปัจจัยเศรษฐกิจทั้งสิ้น และหากย้อนไปไกลกว่านั้น ในช่วงปี 1970s โลกเรามีวิกฤตที่เกิดจาก “ราคาน้ำมันแพง” จึงเป็นเรื่องแปลกมาก ที่ความปั่นป่วนของตลาดหุ้นในช่วงต้นปี 2016 นี้ เกิดจากความกังวลปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เกิดจาก “ราคาน้ำมันถูก” !!

ในภาวะที่น้ำมันถูก ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอยู่ในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งรายได้จะหดหายทำให้ขาดดุลงบประมาณ แต่หลายประเทศในแถบนั้น ได้เก็บเงินสำรองไว้ในช่วงน้ำมันแพง จึงน่าจะประคับประคองสถานการณ์ไปได้ เพียงแต่มีปัจจัยลบที่ยังกดดันตลาด คือ บรรดากองทุนเพื่อความมั่งคั่ง (Sovereign Wealth Fund) อาจจะต้องขายหุ้นที่ถืออยู่เพื่อเอาเงินมาอุดหนุนงบประมาณของรัฐ

อีกกลุ่มประเทศที่กำลังเจ็บตัวคือกลุ่มผู้ส่งออก Commodities ในแถบลาตินอเมริกา รัสเซีย ออสเตรเลีย และบางประเทศในเอเชีย ที่รายได้หดหายทำให้ขาดดุลงบประมาณเช่นกัน บางประเทศ เช่น เวเนซุเอลา ถึงกับทรุดจริง แต่เชื่อว่าจะไม่ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก

cheap oil

แต่อย่าลืมว่า ในภาวะที่ “ราคาน้ำมันถูก” มีคนที่ได้ประโยชน์เยอะมาก ในภาพใหญ่ ประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน ได้ดุลการค้ามากขึ้น ในระดับธุรกิจ กิจการที่ใช้น้ำมันเยอะ เช่น สายการบิน หรือ ขนส่ง ได้ประหยัดต้นทุน ในระดับครัวเรือน คนอเมริกันและในอีกหลายประเทศที่ชอบขับรถ ย่อมมีเงินเหลือในกระเป๋าไปจับจ่ายให้สอยมากขึ้น ในประเทศไทยเอง ปริมาณการใช้น้ำมันขายปลีกในปี 2015 เพิ่มขึ้นถึง 40%!!!

ส่วนจีนที่เป็น “ต้นเหตุ” ของความปั่นป่วนทั้งปวง เป็นที่รับรู้กันแล้วว่า เศรษฐกิจ “ชะลอ” ตัวชัดเจน จากที่เคยโตเกิน 7% เหลือแค่ 6 ปลายๆ ซึ่งถ้ามองแบบเป็นกลาง เศรษฐกิจทุกประเทศมี “รอบ” ของมัน จีนโตเร็วจากการลงทุน หรือ Investments มาหลายปีแล้ว เหมือนคนวิ่งมาราธอน ควรต้องมีพักบ้าง ช่วงนี้จีนจึงกำลังพักด้วยการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ จากที่เคยพึ่งพา Investments หันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ​ หรือ Domestic Consumption ซึ่งการปรับตัวแบบนี้ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง แต่หากทำได้สำเร็จ จีนจะเป็นตลาดแห่งการบริโภคขนาดยักษ์ คล้ายกับสหรัฐฯ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เชื่อว่าเจ๋งกว่า เพราะผู้บริโภคของจีนคือชนชั้นกลางที่มีเพิ่มขึ้นทั้ง “รายได้” และ “จำนวนคน” จะกลายเป็น The Next Growth Driver ของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

Chinese Consumers

เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตดีมากอย่างต่อเนื่อง อัตราการว่างงานเหลือแค่ 5% ถือว่าต่ำมาก คนอเมริกันมีงานทำก็มีรายได้ไปใช้จ่ายมากขึ้น แถมราคาน้ำมันถูก ยิ่งมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น ดังนั้น ภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังดีอยู่ ส่วนยุโรปก็กำลังฟื้นชัดเจน อัตราการว่างงานลดลง ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้มากขึ้น แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นมีมากขึ้น ธุรกิจที่อาจจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ได้แก่ ยานยนต์ และ เครื่องจักรอุตสาหกรรม แต่การฟื้นตัวภายในยุโรปเองก็ช่วยบรรเทาไปได้บ้าง สำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็กำลังฟื้นตัวเช่นกัน แต่อาจจะช้ากว่าเพื่อนสักหน่อย อัตราเงินเฟ้อยังไม่ถึงเป้า 2% แต่ก็นับว่าดูดีกว่าช่วงก่อนเยอะ

จะเห็นได้ว่า ภาพรวมในด้าน “ปัจจัยเศรษฐกิจโลก” ในขณะนี้ไม่ได้แย่ นับว่าค่อนข้างดีด้วยซ้ำ จึงคิดว่า โอกาสที่ตลาดหุ้นโลกจะเข้าสู่ “Bear Market” ด้วยเหตุปัจจัยทางเศรษฐกิจ น่าจะมีน้อย ความปั่นป่วนของตลาดหุ้นโลกในช่วงนี้ ที่มีจุดเริ่มต้นจากตลาดหุ้นจีน จึงน่าจะเกิดจากอารมณ์หวาดกลัว (Fear) ของผู้ลงทุน มากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่ไม่มีใครบอกได้ คือ “จะลงไปต่ำสุดที่ไหน” เพราะ Fear เป็นอารมณ์ของคน โดยธรรมชาติของอารมณ์ก็แปรปรวนง่าย วันดีคืนดีอาจจะมองโลกแง่ดี เปลี่ยนจาก Fear เป็น Greed ได้แบบข้ามคืน

ในชีวิตการบริหารกองทุนของผม ผ่านวิกฤตมา 2.5 รอบ (คือ เริ่มทำงานตอนเกิดต้มยำกุ้งพอดี จึงได้สัมผัสแค่ครึ่งหนึ่ง) แต่ได้เห็นช่วงตลาดลงแรงๆ แบบ Big Correction หลายรอบ จึงเริ่ม “ชิน” กับบรรยากาศที่ผู้คนรอบข้างจะรู้สึกหวาดกลัวและพร้อมจะเทขายหุ้นเพราะกลัวจะลงต่อ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา บรรยากาศขมุกขมัวแบบนี้แหละ คือ “โอกาส” ของนักลงทุนระยะยาวที่จะได้เก็บของดีราคาถูก

สำหรับคนที่ติดดอยอยู่ ผมไม่แนะนำให้ขายล้างพอร์ตเพื่อถือเงินสด เพราะจะพลาดโอกาสหากตลาดกลับมาเป็นขาขึ้น แต่หากพอมีเวลาและข้อมูล แนะนำให้ทำการบ้านเพื่อพิจารณาโยกเงินลงทุนไปยังตลาดที่น่าจะฟื้นได้ดี ซึ่งในความเห็นของผม มี 2-3 กลุ่มย่อย
1. ตลาดที่น่าจะฟื้นด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ยุโรป และ ญี่ปุ่น
2. ตลาดที่น่าจะฟื้นด้วยระดับราคาหุ้นที่ลงมาถูกมากเกินไป ได้แก่ H-Shares ของจีน และประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย
3. ตลาดที่น่าจะฟื้นได้ในระยะสั้นด้วยปัจจัยทางเทคนิค แต่ระยะยาวอาจจะไม่ได้ไปไกลนัก ได้แก่ หุ้นสหรัฐฯ

ย้ำอีกครั้งว่า ไม่มีใครรู้ว่าจุดต่ำสุดอยู่ที่ไหน และ ไม่มีใครรู้ว่าตลาดหุ้นจะฟื้นตัวเมื่อไหร่ เพราะตลาดหุ้นปั่นป่วนด้วย “อารมณ์” มากกว่า “เหตุผล” ดังนั้น หากซื้อลงทุนแล้วราคาลงต่อก็เป็นเรื่องปกติ หน้าที่ของนักลงทุน คือ ค้นหา “ของดีราคาถูก” ซึ่งผมเชื่อว่ามีอยู่ เพียงแต่ต้องทำการบ้านมากหน่อยเท่านั้นเอง

โดย วิน พรหมแพทย์, CFA
Chief Investment Officer (CIO)
CIMB-Principal Asset Management Co. Ltd.
http://www.cimb-principal.co.th

*** คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน ***

Win Phromphaet’s comments, opinions and analyses are his personal views and are intended to be for informational purposes and general interest only and should not be construed as individual investment advice or a recommendation or solicitation to buy, sell or hold any security or to adopt any investment strategy. It does not constitute legal or tax advice. The information provided in this material is rendered as at publication date and may change without notice and it is not intended as a complete analysis of every material fact regarding any country, region, market or investment. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the viewer. Please consult your own professional adviser before investing.

Investment Themes 2016

14InvPro Themes

Theme#1 Policy Divergence

หลังจากรอคอยมานาน 8-9 ปี ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ก็ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วเมื่อเดือน ธันวาคม ที่ผ่านมา ตอกย้ำการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีอัตราการว่างงานลดลงเหลือ 5% ซึ่งมีคนอเมริกันมีงานทำ ก็มีรายได้ บวกกับราคาน้ำมันต่ำ ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งพึ่งพาการบริโภคถึง 70% จึงเติบโตได้ดี คาดว่า ในปี 2016 เฟดจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยอีก 3-4 ครั้ง รวมตลอดทั้งปีไม่เกิน 1.00% ซึ่งหากเป็นไปตามคาด ตลาดเงินและตลาดทุนจะไม่ปั่นป่วนมากนัก แต่หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย “เร็ว” และ “แรง” เกินไป อาจจะเกิดความปั่นป่วนได้

14InvPro Themes2

ในฝั่งยุโรปและญี่ปุ่น คาดว่าเศรษฐกิจยังเพิ่งเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ อัตราการว่างงานเริ่มลดลง ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้มากขึ้น แต่เนื่องจากเพิ่งจะฟื้น ธนาคารกลางทั้ง ECB และ BOJ จึงยังต้องดำเนินนโยบายอัดฉีดสภาพคล่อง หรือ QE ต่อไป ส่วนจีนและอินเดียมีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว จึงจะเป็นฝ่ายที่ “ลดดอกเบี้ย”

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การดำเนินนโยบายที่สวนทางกัน หรือ Policy Divergence ข้าง Fed ขึ้นดอกเบี้ย ฝั่ง ECB และ BOJ คงดอกเบี้ยและทำ QE ส่วนจีนและอินเดียลดดอกเบี้ย การดำเนินนโยบายที่สวนทางกันนี้ส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลก อย่างน้อยก็ในครึ่งปีแรกของ 2016 โดยคาดว่ากระแสเงิน หรือ Fund Flow จะยังคงไหลออกจาก Emerging Markets ไปสหรัฐฯ ค่าเงินดอลล่าร์จะแข็งค่าต่อเนื่อง ค่าเงินบาทและสกุลอื่นๆ ในเอเชียจะอ่อนค่าต่อเนื่อง ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลกจะ “แกว่ง” ค่อนข้างมาก ปี 2016 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่การลงทุนให้ได้กำไรเป็นเรื่องยาก และผู้ลงทุนควรใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ


Theme#2 Selection is the Key

จากความผันผวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกในปี 2016 เราจึงยังเชื่อมั่นในแนวทางการลงทุนแบบ “เลือกรายตัว” หรือ Bottom-up Stock Selection เพราะเชื่อว่า ในทุกๆ วิกฤต ยังมีโอกาส และในทุกๆ ครั้งที่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือตลาดหุ้นผันผวน เราจะพบว่ามี “บางกิจการ” ที่ยังเติบโตได้ดี และมี “หุ้นบางตัว” ที่ยังน่าสนใจลงทุน

ผมแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน “หุ้นต่างประเทศ” โดยเน้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และเน้นเลือกกองทุนที่บริหารโดยทีมผู้จัดการที่มีฝีมือเรื่องการเลือกหุ้นรายตัว โดยแนะนำการลงทุนดังนี้

  • Global Silver Age เป็นธีมลงทุนระยะยาว เน้นกิจการที่โตเร็วและได้รับประโยชน์จากการบริโภคของกลุ่ม Baby Boomers ที่กำลังทยอยเกษียณ คาดหวังการเติบโตของกำไร (EPS Growth) ไม่ต่ำกว่า 10-15% ต่อปี และได้รับผลกระทบน้อยจากความผันผวนของตลาดหุ้นโลก
  • หุ้นยุโรป ยังน่าสนใจด้วยระดับราคาที่ไม่แพง เศรษฐกิจยุโรปเริ่มฟื้นตัวชัดเจน และจะได้รับประโยชน์จากการทำ QE เพิ่มของธนาคารกลางยุโรป

นอกจากนี้ แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนทางเลือก ได้แก่ “กองทุนอสังหาริมทรัพย์” และ “กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อสร้างฐานรายได้มั่นคงให้กับพอร์ตลงทุนที่สูงกว่าดอกเบี้ย คาดหวัง yield 6-8% ต่อปี


Theme#3 Focus on Infrastructure

14InvPro Themes5

ในท่ามกลางภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำติดดิน และตลาดหุ้นผันผวน “โครงสร้างพื้นฐาน” เป็นเทรนด์การลงทุนใหม่ที่น่าสนใจมาก ทั้งในระดับโลก และระดับประเทศ โดยในระดับโลก แนะนำให้ลงทุนใน “กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งเป็นโครงการสาธารณูปโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และเป็นกิจการที่ครองตลาดแบบไม่มีคู่แข่ง เช่น สนามบิน ทางด่วน รถไฟใต้ดิน ท่อส่งก๊าซ ฯลฯ เพื่อเน้นรับรายได้ที่มั่นคงและสูงกว่าดอกเบี้ยในระยะยาว

ส่วน ตลาดหุ้นไทย จะยังเผชิญปัจจัยลบ ทั้งการส่งออก ภาระหนี้ครัวเรือน และปัญหาภัยแล้ง แต่การเร่งผลักดัน โครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย แนะนำให้เลือกหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรง อาทิ ผู้รับเหมา และ วัสดุก่อสร้าง

14InvPro Themes6

แถมท้าย – อีกตลาดที่น่าจับตาเป็นพิเศษสำหรับปี 2016 คือ Emerging Markets ครับ เพราะราคาหุ้นปรับลดลงมารับข่าวเฟดขึ้นดอกเบี้ยและข่าวเศรษฐกิจจีนขลอตัว จนระดับราคาหุ้นค่อนข้าง “ถูก” แม้ในช่วงนี้นักวิเคราะห์หลายสำนักล้วน underweight EMs แต่ผมเป็นแนว Contrarian ในจุดที่ใครๆ ก็ขาย ผมเชื่อว่ามี “ของดีราคาถูก” ให้เลือกลงทุนครับ


แนะนำ 5 กองทุนเด่นสำหรับปี 2016 โดย บลจ.​ CIMB Principal

ทั้ง 5 กองทุน เน้นการเลือกหุ้นรายตัว แบบ Bottom-up Stock Selection เลือกกิจการที่มีปัจจัยพื้นฐานดี กระแสเงินสดดี และโตเร็ว ซึ่งจะได้รับผลกระทบน้อยจากภาวะตลาดหุ้นโลกที่ผันผวนครับ

  1. CIMB-Principal Global Silver Age (GSA) เป็น Theme ลงทุนเน้นเลือกหุ้นรายตัวในกิจการที่โตเร็วและได้รับประโยชน์จากการบริโภคของกลุ่ม Baby Boomers ที่กำลังทยอยเกษียณ โดย Baby Boomers เป็นรุ่นที่ขยันทำงาน เก็บเงินเก่ง แม้อายุมากขึ้นแต่ร่างกายยังแข็งแรง เมื่อใกล้เกษียณจึงมีเงินพร้อมที่จะใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเอง ทั้งการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม การดูแลตัวเองเพื่อให้ดูหนุ่มสาวอยู่เสมอ (Anti-aging) รวมทั้งสถาบันการเงินกลุ่ม Private Banking ด้วยฝีมือการเลือกหุ้นรายตัว กองทุนแม่ที่บริหารโดย Amundi ให้ผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลัง 21.1% สูงกว่าดัชนีอ้างอิง 11.5 % สำหรับในอนาคต คาดว่าหุ้นในกลุ่ม Global Silver Age จะมีการเติบโตของกำไร (EPS Growth) ไม่ต่ำกว่า 10-15% ต่อปี ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าตลาดหุ้นโลกในภาพรวม
  2. CIMB-Principal European Equity (EUEQ) บริหารโดย Principal Global Investors ทีมนี้เลือกหุ้นเก่งมาก เน้นเลือกหุ้นที่ EPS Growth เกิน 15% ต่อปี และคัดกรองหุ้นที่น่าจะมี upside จากการปรับประมาณการณ์ Earning สูงขึ้น ผลตอบแทนกองทุนเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังทำได้ปีละ 7.8% สูงกว่าดัชนี 3.5% ตัวอย่างหุ้นที่อยู่ใน top-10 อาทิ Pandora ผู้นำผลิตภัณฑ์เครื่องประดับเน้นดีไซน์จากเดนมาร์ก ผลิตในเมืองไทย ขายทั่วโลก นอกจากนี้มี Roche และ Novo Nordisk ในกลุ่ม Healthcare และ Deutsche Telekom ในกลุ่มสื่อสาร
  3. CIMB-Principal Property Income (iProp) ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์และรีท ทั้งในไทยและในสิงคโปร์ โดยเน้นเลือกรายตัว ในอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพดี มีรายได้จากค่าเช่ามั่นคง และเป็นกอง Property Fund หรือ REITs ที่มีสภาพคล่องสูง ให้น้ำหนักกับกลุ่มค้าปลีก อาคารสำนักงาน คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า โดยคาดหวังรายได้จากค่าเช่าที่แน่นอนไม่ต่ำกว่าปีละ 6-8% สูงกว่าดอกเบี้ยพันธบัตร และราคาหลักทรัพย์ไม่ผันผวนเท่าตลาดหุ้น14InvPro Themes4
  4. CIMB Principal Global Infrastructure Fund (GIF) เน้นลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น มีรายได้มั่นคงและปรับฐานรายได้ตามเงินเฟ้อ และครองตลาดแบบไม่มีคู่แข่ง กองทุนนี้บริหารโดยทีมจัดการกองทุนของ Lazard ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Infrastructure มาก และเป็นกองทุนที่เราได้คัดเลือกแล้วว่า มีผลงานยอดเยี่ยมในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยได้มีผลตอบแทนเฉลี่ย 14.7% ต่อปี สูงกว่าดัชนี MSCI World Index มากถึง 4.7% ต่อปี และเป็นกองทุนที่มีผลงานในรอบ 5 ปีดีที่สุดเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน ท่านที่สนใจเตรียมลงทุนกับเราได้ โดยมีแผนจะเปิด IPO ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2016 ครับ
  5. CIMB-Principal Equity Dividend Income Fund (iDiv) เน้นเลือกหุ้นรายตัวแบบ Bottom-up Stock Selection และมุ่งเน้นผลตอบแทนเป็นบวกแม้ในช่วงที่ตลาดผันผวนมาก โดยผลตอบแทนที่ทำได้ย้อนหลัง 3 ปี (สิ้นสุด 30 พ.ย.) คือ +5.66% ต่อปี ในขณะที่ดัชนีอ้างอิง คือ SET HD -5.23% แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนส่วนต่าง (Alpha) มากกว่าปีละ 10% โดยผลงานที่โดดเด่นในปี 2015 เป็นผลจากการปรับลดหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มสื่อสารได้ในจังหวะที่เหมาะสม สำหรับปี 2016 กองทุน iDiv ยังเน้นเลือกหุ้นรายตัวที่กำไรเติบโตได้มากกว่า 15% บน 3 Theme ย่อย ได้แก่ การประมูลโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ (ผู้รับเหมา, วัสดุก่อสร้าง) ท่องเที่ยว (สนามบิน, โรงแรม, ค้าปลีก) และการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ (โรงพยาบาล, ประกัน)

โดย วิน พรหมแพทย์, CFA
Chief Investment Officer (CIO)
CIMB-Principal Asset Management Co. Ltd.
http://www.cimb-principal.co.th

*** คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน ***


Win Phromphaet’s comments, opinions and analyses are his personal views and are intended to be for informational purposes and general interest only and should not be construed as individual investment advice or a recommendation or solicitation to buy, sell or hold any security or to adopt any investment strategy. It does not constitute legal or tax advice. The information provided in this material is rendered as at publication date and may change without notice and it is not intended as a complete analysis of every material fact regarding any country, region, market or investment. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the viewer. Please consult your own professional adviser before investing.

จะเป็นอย่างไรเมื่อ หยวน อยู่ในตะกร้าเงินสกุลหลัก

13InvPro RMB

IMF มีมติบรรจุ “หยวน” เข้าตะกร้าสกุลเงินหลัก มีผลอะไรบ้าง ?

  1. คณะกรรมการบริหารกองทุน IMF มีมติเมื่อวานนี้ (30 พ.ย.) ให้เงินหยวนของจีน เข้าตะกร้าสกุลเงินหลักได้ โดยจะมีผลในวันที่ 1 ต.ค. 2016
  2. ชื่อทางการของเงินหยวน คือ Renminbi แปลว่า “เงินของประชาชน”
  3. หลังวันที่ 1 ต.ค. 2016 ตะกร้าสกุลเงินหลักจะประกอบด้วย US Dollar 41.73%, Euro 30.93%, Renminbi 10.92%, Yen 8.33%, British Pound 8.09% สังเกตว่า เงินหยวนเข้ามาก็ “ใหญ่” เลย เป็นอันดับ 3 เหนือเยนและปอนด์
  4. การเข้ามาของหยวน เป็นการ “แย่ง” น้ำหนักจากเงิน Euro แบบเต็มๆ เพราะปัจจุบัน Euro มีน้ำหนัก 37.4% หลังมีหยวนในตะกร้า น้ำหนักของสกุล Euro เหลือ 30.93% เท่านั้น
  5. การเปลี่ยนแปลงตะกร้าสกุลเงินหลัก (Special Drawing Rights หรือ SDR Basket) นี่ไม่ได้เกิดขึ้นกันบ่อยๆ นะครับ ครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1999 โน่น ซึ่งเป็นการเอาสกุลเงินมาร์คเยอรมันและฟรังก์ฝรั่งเศสออก แล้วเอาสกุลยูโรใส่ไปแทนที่
  6. คณะกรรมการชุดนี้ประชุมทุก 5 ปี ครั้งก่อนเมื่อปี 2010 ก็ปฏิเสธการรับสกุลหยวนเข้าตะกร้า อ้างว่าคุณสมบัติยังไม่ครบถ้วน แต่ในระยะหลัง ความนิยมใช้สกุลเงินหยวนมีมากขึ้น ทางการจีนเองก็ทำทุกวิถีทางเพื่อดันให้ IMF อนุมัติให้ได้ ทั้งการเร่งปฏิรูปการเงิน และการผ่อนคลายให้ค่าเงินหยวนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากขึ้น ซึ่งเรื่องปฏิรูปนี้จีนไม่ได้เพิ่งทำ แต่ทำมานานกว่า 20 ปี
  7. ผลกระทบกับจีน => จีนจะได้ประโยชน์มาก เพราะจีนมีการค้าขายและการลงทุนกับต่างประเทศมากขึ้นเยอะ จากเดิมที่ต้องชำระเงินด้วยดอลล่าร์ ก็สามารถเลือกชำระเป็นหยวนได้ ภาครัฐและเอกชนของจีนสามารถออกพันธบัตรสกุลหยวนขายในตลาดโลกได้ นักลงทุนต่างชาติก็สามารถเข้าซื้อพันธบัตรของจีนได้มากขึ้น (ปัจจุบันต่างชาติถือพันธบัตรจีนเพียง 2.4%)
  8. ผลกระทบกับค่าเงินหยวน => ในระยะสั้นคงมีไม่มาก เพราะการยืดเวลาไปมีผลเดือน ต.ค. 2016 ก็เพื่อให้สถาบันการเงินต่างๆ มีเวลาเตรียมระบบรองรับสกุลเงินหยวน โดยคาดว่าเงินหยวนจะถูกเปิดให้เคลื่อนไหวในกรอบกว้างมากขึ้น และมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องในปี 2016 แต่คงไม่รุนแรงมากนัก
  9. ผลกระทบกับทุนสำรองระหว่างประเทศ => ปัจจุบันทุนสำรองเงินตราของธนาคารกลางทั่วโลกมีมูลค่ารวม 424 ล้านล้านบาท อยู่ในสินทรัพย์สกุลดอลล่าร์มากถึง 64% เป็นหยวนเพียง 1% แต่หลังจาก 1 ต.ค. 2016 เป็นต้นไป เราจะเห็นธนาคารกลางต่างๆ ลดสัดส่วนทุนสำรองในรูปดอลล่าร์ แล้วเปลี่ยนเป็นหยวนมากขึ้น ธนาคารกลางจีนเองก็มีทุนสำรองมหาศาล ที่ผ่านมาก็เก็บเป็นดอลล่าร์ซะเยอะ ต่อจากนี้ไปก็สามารถเก็บเป็นสกุลอื่นได้มากขึ้น
  10. ผลกระทบกับตลาดหุ้นจีน => มีความเป็นไปได้ที่การรับหยวนเข้าตะกร้าเงินจะช่วยให้ตลาดหุ้น A Shares ของจีนเปิดตัวเองกับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น จะอาจส่งผลให้ A Shares เข้าไปอยู่ในดัชนี MSCI Emerging Market Index ซะที ซึ่งถ้าทำได้จะเป็นเรื่องใหญ่และเป็นข่าวดีของตลาดหุ้นจีนมาก เพราะมีกองทุนมูลค่ารวม 61 ล้านล้านบาทที่ลงทุนตาม MSCI EM คาดว่าตลาดหุ้นจีนน่าจะมีน้ำหนัก 20% ของดัชนี ซึ่งแปลว่าเงินลงทุนจำนวน 12 ล้านล้านบาท เตรียมไหลเข้าตลาดหุ้นจีนในอนาคต

โดย วิน พรหมแพทย์, CFA
Chief Investment Officer (CIO)
CIMB-Principal Asset Management Co. Ltd.
http://www.cimb-principal.co.th

*** คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน ***

Win Phromphaet’s comments, opinions and analyses are his personal views and are intended to be for informational purposes and general interest only and should not be construed as individual investment advice or a recommendation or solicitation to buy, sell or hold any security or to adopt any investment strategy. It does not constitute legal or tax advice. The information provided in this material is rendered as at publication date and may change without notice and it is not intended as a complete analysis of every material fact regarding any country, region, market or investment. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the viewer. Please consult your own professional adviser before investing.